คลินิกดูดไขมัน
การดูดไขมัน (Liposuction) คือ ?
หัตถการทางการแพทย์เพื่อศัลยกรรมตกแต่งชิ้นส่วนร่างกาย โดยการใช้เครื่องมือสุญญากาศร่วมกับท่อขนาดเล็ก (Cannula) ดูดเซลล์ไขมันส่วนเกินในชั้นใต้ผิวหนัง (Subcutaneous Fat) ออกจากร่างกายเฉพาะจุด เพื่อปรับกระชับสัดส่วนและจัดกรอบรูปร่าง (Body Contouring) ให้มีความสมส่วนยิ่งขึ้น
เป็นการใช้เครื่องมือที่มีลักษณะคล้ายท่อยาวใส่เข้าไปใต้ผิวหนังเพื่อดูดไขมันส่วนเกินออกมาจากบริเวณต่าง ๆ ได้แก่ หน้าท้อง สะโพก ต้นขา ต้นแขน คอ ก้น เป็นต้น ทำให้ลดจำนวนไขมันบริเวณส่วนต่าง ๆ ที่สะสมเฉพาะที่ลงได้
ตำแหน่งยอดนิยมในการดูดไขมัน
• หน้าท้องและเอว (Abdomen & Waist): ปรับทรงหน้าท้องให้แบนราบ สร้างเอวเอส หรือเค้นกรอบกล้ามเนื้อ (Sexy Line / Six Pack)
• ต้นขาและสะโพก (Thighs & Hips): ลดไขมันปีกสะโพก (Love Handles) และลดขนาดต้นขาด้านนอก-ด้านใน
• ต้นแขนและปีกหลัง (Upper Arms & Back): แก้ปัญหาแขนใหญ่ แขนย้วย หรือไขมันส่วนเกินบริเวณขอบเสื้อชั้นใน
• เหนียงและกรอบหน้า (Submental & Jawline): กำจัดไขมันใต้คาง เพิ่มความคมชัดให้กรอบหน้า
ดูดไขมันเหมาะกับใคร
• ผู้ที่ไม่ได้อ้วนทั้งตัว
• ผู้ที่ไม่ได้มีน้ำหนักเกินปกติมาก
• ผู้ที่มีการสะสมของไขมันเฉพาะที่
• ผู้ที่มีไขมันสะสมและลดลงไม่ได้ด้วยการออกกำลังกายและควบคุมอาหาร
• ผู้ที่ผิวหนังยืดหยุ่นดี หลังจากดูดไขมันผิวจะเรียบสวยหย่อนน้อย
เทคโนโลยีและเครื่องมือที่นิยมใช้ในปัจจุบัน
กระบวนการดูดไขมันเกือบทั้งหมดจะเริ่มด้วยวิธี Tumescent Technique (การฉีดน้ำยา Tumescent ซึ่งประกอบด้วยน้ำเกลือ ยาชา และยาช่วยลดการสูญเสียเลือด เข้าไปในชั้นไขมันเพื่อให้เซลล์ไขมันขยายตัวและลดอาการเจ็บ) หลังจากนั้นจะใช้เทคโนโลยีต่างๆ ในการช่วยสลายไขมัน:
1. VASER Liposuction (Ultrasound-Assisted)
หลักการ: ใช้พลังงานคลื่นเสียงความถี่สูง (Ultrasound) ไปสลายเซลล์ไขมันให้แตกตัวเป็นของเหลว
จุดเด่น: สลายไขมันชั้นหนาและไขมันพังผืดได้ดี เหมาะกับพื้นที่ใหญ่ เช่น หน้าท้อง หรือต้นขา
2. BodyTite (RFAL – Radiofrequency-Assisted)
หลักการ: ใช้พลังงานคลื่นความถี่วิทยุ (RF) เข้าไปสลายไขมันพร้อมส่งความร้อนกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน
จุดเด่น: ช่วยหลอมไขมันไปพร้อมๆ กับการ กระชับผิวหนัง เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อยเล็กน้อยถึงปานกลาง
3. Water-Jet Liposuction (WAL / Body-Jet)
หลักการ: ใช้พลังงานแรงดันน้ำแยกเซลล์ไขมันออกจากเนื้อเนื้อเยื่อโดยรอบอย่างนุ่มนวล
จุดเด่น: เซลล์ไขมันที่ได้มีความบอบช้ำน้อยและมีอัตราการรอดชีวิตสูง นิยมนำไขมันไป เติมต่อ (Fat Grafting) เช่น เติมหน้าอก หน้าผาก หรือสะโพก
เตรียมตัวก่อนดูดไขมัน
1. การดูดไขมันไม่ใช่การลดน้ำหนัก
หลายคนเข้าใจผิดว่าการดูดไขมันคือการลดน้ำหนัก ที่จะทำให้ได้รับหุ่นผอมเพรียวในระยะเวลาที่รวดเร็ว แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่อย่างที่คิด การดูดไขมันจะช่วยลดสัดส่วนได้ เนื่องจากเป็นการเอาเซลล์ไขมันออกจากร่างกายในบริเวณที่ไม่สามารถลดได้จากการควบคุมอาหารตามปกติ อาจเนื่องจากพันธุกรรมหรือการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเพศ อีกทั้งเราไม่สามารถดูดไขมันได้ในหลายๆ บริเวณของร่างกาย
การดูดไขมัน จะทำให้กระชับสัดส่วนขึ้น น้ำหนักอาจเปลี่ยนลงบ้างเพราะไขมันจะเบากว่าที่เห็นมากและในช่วง 1-2 อาทิตย์แรก อาจจะเห็นน้ำหนักขึ้น ก็ไม่ต้องตกใจเพราะเนื่องจากอาการบวมอักเสบ
2. งดยา อาหารเสริมบางชนิดก่อนการดูดไขมัน 2 อาทิตย์
เตรียมตัวก่อนดูดไขมัน โดยงดยาและอาหารเสริมบางชนิด เช่น ยาลดการแข็งตัวของเลือด ยาแอสไพริน ยาแก้ปวดบางชนืด ยารักษาอาการซึมเศร้า
3. งดการสูบบุหรี่ 2 อาทิตย์ก่อนการดูดไขมัน
การสูบบุหรี่ก่อนการผ่าตัดใดๆ ถือว่าเพิ่มความเสี่ยงต่อการหายของแผล ทำให้หายช้า แผลไม่ติด ทั้งนี้รวมถึงการใช้นิโคตินหรือบุหรี่ไฟฟ้าที่มีสารนิโคตินแบบเดียวกัน
4. แจ้งแพทย์ตามตรง ถึงเรื่องโรคประจำตัว
การแจ้งแพทย์ให้ทราบถึงโรคประจำตัวในอดีตหรือปัจจุบัน เป็นการเตรียมตัวก่อนดูดไขมัน ที่สำคัญมากจริงๆ อย่ากังวลว่าหากพูดไปมากๆหมอจะไม่ทำให้ ความปลอดภัยจากการผ่าตัดสำคัญกว่ามาก
5. ควรวางแผนการเดินทางหรือทำงานหลังการดูดไขมัน
โดยปกติ การดูดไขมันในจำนวนพื้นที่ไม่มาก ถือว่าไม่อันตรายอะไร แต่ก็ควรมีการเตรียมตัวโดยหลีกเลี่ยงการขึ้นเครื่องบินนานๆ (นานกว่าหกชั่วโมง) ทันทีหรือนั่งรถนานๆ
6. ไขมันที่ดูดออกมาสามารถนำไปเติมส่วนอื่น ๆ ได้
ไขมันที่ถูกดูดออกจากร่างกายของเราในเทคนิคพิเศษ อาจจะสามารถถูกนำกลับมาฉีดเพื่อเสริมร่างกายบางส่วนของเราได้ เช่น บริเวณที่เกิดการแหว่งหรือเป็นหลุมจากสาเหตุต่างๆ หรือเติมเต็มบริเวณริมฝีปาก คาง หรือแก้ม เป็นต้น
7. การดูดไขมันต้องใช้ระยะเวลากว่าจะเข้าที่
หลังการดูดไขมัน จะดูแลตัวเองอย่างไร
• ทำแผลวันละครั้ง ตามคำแนะนำ
• ควรกลับบ้านพักผ่อน และควรเริ่มเดินทันทีเพื่อป้องกันการเกิดก้อนเลือดอุดตันที่ขา และเพื่อช่วยระบายของเสียออกจากแผล
• งดการอาบน้ำ สามารถอาบน้ำได้ในวันถัดไป หลังจากที่ทำการติดพาสเตอร์กันน้ำ ใช้พาสเตอร์กันน้ำ แปะแผลก่อนอาบน้ำทุกครั้ง บางท่านอาจมีอาการแพ้ อาจใส่เฉพาะว่าก่อนอาบน้ำก็พอ ไม่ต้องใส่ตลอดเวลา
• อย่าให้แผลโดนแดด เพราะอาจจะทำให้แผลมีสีดำได้
• ใส่ชุดกระชับตลอด 24 ชม. ใน 3 วันแรก และหลังจากนั้นใส่เพียงวันละ 12 ชม. เพื่อให้เลือดไหลเวียน เป็นเวลา 1 เดือน
• ใส่ชุดกระชับที่ออกแบบมาสำหรับการดูดไขมัน BodyTiteเสมอ เพื่อให้ผิวกระชับได้เร็วขึ้น
หากมีแผลด้านใน บริเวณขา พยายามไม่ให้แผลโดนปัสสาวะ เพี่อป้องกันการติดเชื้อ
• งดกิจกรรมหนัก เพื่อป้องกันแผลเปิดสักระยะ สามารถออกกำลังกายเบาๆ ได้ ส่วนออกกำลังกายหนัก เริ่มทำได้หลังการดูดไขมัน 2 อาทิตย์
• งดทานของเค็ม และแอลกอฮอล์ รวมถึงของหมักดองเพื่อไม่ให้แผลหายช้า
ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ และทางคลินิกอย่างเคร่งครัด LANNA
หลังดูดไขมันทำไมต้องใส่ชุดรัดกระชับ
1. ลดช่องว่างใต้ผิวหนัง (Dead Space)
เมื่อเซลล์ไขมันถูกดูดออกไป บริเวณนั้นจะเกิด “ช่องว่าง” ระหว่างชั้นผิวหนังกับชั้นกล้ามเนื้อ การใส่ชุดรัดกระชับจะช่วยกดและบีบให้ชั้นผิวหนังลงมาแนบสนิทกับชั้นกล้ามเนื้อด้านล่าง ป้องกันไม่ให้เกิดช่องว่างทิ้งไว้
2. ป้องกันภาวะน้ำเหลืองสะสม (Seroma) และลดอาการบวมช้ำ
ลด Seroma / Hematoma: หากปล่อยให้มีช่องว่างใต้ผิว ร่างกายจะสร้างน้ำเหลืองหรือเลือดเข้ามาสะสมในช่องว่างนั้น กลายเป็นก้อนน้ำเหลือง (Seroma) ซึ่งอาจต้องใช้เข็มเจาะออก
ลดอาการบวม (Edema): แรงกดที่สม่ำเสมอจะช่วยไล่ของเหลวและน้ำเกลือ Tumescent ที่ค้างอยู่ ให้ออกจากร่างกายเร็วขึ้น ช่วยให้ยุบบวมและลดรอยเขียวช้ำได้ไวขึ้น
3. ป้องกันผิวเป็นคลื่น และช่วยให้ผิวเรียบกระชับ (Skin Retraction)
หลังดูดไขมัน ผิวหนังจะมีความหย่อนคล้อย แรงกดจากชุดรัดกระชับจะช่วยจัดระเบียบเนื้อเยื่อ ให้ผิวหนังเข้าที่อย่างเป็นระเบียบ เรียบเนียน ไม่เกิดปัญหา ผิวขรุขระ ผิวเป็นคลื่น หรือเป็นลอน
4. บรรเทาอาการเจ็บและระบม (Pain Relief)
การเคลื่อนไหวร่างกายตามปกติจะทำให้เนื้อเยื่อที่เพิ่งผ่านการผ่าตัดเกิดการสั่นสะเทือน ซึ่งทำให้รู้สึกเจ็บและระบม ชุดรัดกระชับจะทำหน้าที่เหมือน “เฝือกพยุง” ลดการสั่นไหวของเนื้อเยื่อ ทำให้เดินหรือขยับตัวได้สบายขึ้น
REVIEW




























